KM 2560 แนวปฏิบัติที่ดี การพัฒนาการผลิตผลงานทางวิชาการ/งานวิจัยให้มี Impact

แนวปฏิบัติที่ดี

การพัฒนาการผลิตผลงานทางวิชาการ/งานวิจัยให้มี Impact

 

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ประเด็นการพัฒนาการผลิตผลงานทางวิชาการ/งานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์เผยแพร่ในเวทีที่มี Impact สูงขึ้น นั้น ได้นำสรุปประเด็นและความรู้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้

 

สรุปประเด็น   1) ก่อนลงมือทำงานวิจัยให้ศึกษาคำแนะนำ รูปแบบ หัวข้อ เอกสารอ้างอิง หรือบทบรรณานุกรม การจัดเตรียมต้นฉบับที่จะตีพิมพ์ผลงานวิจัย

2)  ผู้ผลิตต้องอ่านซ้ำ เขียนให้ชัดเจน ใช้คำกระชับ ไม่ฟุ่มเฟือย สื่อความหมายชัดเจน

3)  บทความอาจมีปรักแก้ไขบางผู้ผลิตต้องอดทน

4)  ติดตามการบริหารงานนโยบายการวิจัยและแผนพันธกิจด้านการวิจัย

5)  การทำงานวิจัย ต้องมีการรวบรวมงานวิจัยทางด้านข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลดิบเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นฐานรากของโครงการวิจัย

 

สรุปประเด็น   1)  การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลดิบกับข้อมูลใหม่ ประโยชน์จากการวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย

2) การวิจัยระบุถึงสาระของประเด็นการวิจัยเพื่อตอบปัญหาการวิจัยอยู่ในรูปประโยคคำถาม

3)  การทบทวนวรรณกรรม การคัดเลือกเอกสารตามหัวข้อที่ผู้วิจัยสนใจมีสาระ ความคิด ข้อมูล และหลักฐานที่มีเป้าหมาย และแสดงความคิดเห็นตรงกับหัวข้อ

4)  การประมวลความคิดรวบยอด การทบทวนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประสบการณ์ และ          แนวความคิดของผู้วิจัยแบบจำลองในการวิจัย

 

 

สรุปประเด็น   1)  หลักการเขียนการวิจัยจะต้องรายงานตามความเป็นจริงจากข้อมูลและได้ วิเคราะห์ แปลความหมาย และไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดทิ้งข้อมูลหรือเพิ่มเติมความคิดเห็นของตนเองในเนื้อข้อมูล

2) ส่วนของภาคความนำ มีความสำคัญ ความมุ่งหมายที่เกี่ยวข้อง มีขอบเขต , ประโยชน์ที่ได้รับ             วิธีการศึกษา และระเบียบวิธีวิจัย ส่วนของภาคเนื้อเรื่อง มีข้อเท็จจริง ผลการศึกษาที่ค้นพบแสดงการ วิเคราะห์ แปลผล และอภิปรายผล

3)         การวิจัยที่มุ่งเน้นผลการวิจัยเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มคุณภาพ และการประเมินผลรูปแบบการวิจัยชนิดหนึ่ง

รายละเอียดเพิ่มเติม

KM 2560 แนวปฏิบัติที่ดีการบูรณาการการเรียนกับการปฏิบัติงาน /สหกิจศึกษา/WiL

แนวปฏิบัติที่ดี

การบูรณาการการเรียนกับการปฏิบัติงาน /สหกิจศึกษา/WiL

 

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ประเด็นการบูรณาการการเรียนกับการปฏิบัติงาน/สหกิจศึกษา นั้น ได้นำสรุปประเด็นและความรู้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้

 

สรุปประเด็น

  1. การพัฒนากระบวนการเรียนที่เรียนว่า WiL จะให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ทุกภาคส่วนต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง
  2. นอกจากความรู้ความเข้าใจในบริบทการจัดการเรียนการสอนดังกล่าวแล้ว ต้องมีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อการเตรียมความพร้อมในแต่ละปีการศึกษา
  3. การพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับบริบทของภารงานที่จะต้องปฏิบัติก็สำคัญ อาจารย์นิเทศมีส่วนสำคัญที่จะสะท้อนข้อมูลให้หลักสูตรเพื่อให้เกิดการพัฒนานักศึกษาที่ตรงตามความต้องการดังกล่าว
  4. ทวิภาคี หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียก็สำคัญ ต้องมีการระดมความร่วมมือจากภาครัฐภาคเอกชนองค์กร การพัฒนาทุนมนุษย์สู่สังคมแห่งการเรียนรู้และการส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกันของนักศึกษา อาจต้องเชิญมาประชุมร่วมกัน
  5. หลักสูตรต้องวิเคราะห์ และประเมินผลการดำเนินงานทั้ง WiL และสกิจศึกษา จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อการปรับปรุงพัฒนาที่ถูกต้อง หรือเป็นข้อเสนอเสนอให้กับหลักสูตรอื่นๆ ได้
  6. คณะต้องมีการกำกับการดำเนินงานของทุกหลักสูตรให้ดำเนินการเป็นไปตามแผนที่กำหนด และควรต้องมีการรายงานให้ทราบ

 

สรุปประเด็น

  1. นอกจากการจัดกาเรียนการสอนที่มุ่นเน้นสหกิจหรือ Wil แล้ว การจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงการวิเคราะห์สถานประกอบการที่นักศึกษาจะออกปฏิบัติงานก็สำคัญ เพราะถ้าออกไปแล้วนักศึกษาต้องได้รับประสบการณ์ที่แท้จริง
  2. ข้อมูลหน่วยงานหรือสถานประกอบการก็สำคัญอย่างน้อยก็จะเป็นพื้นฐานข้อมูลให้หลักสูตรทราบได้ว่าหน่วยงานหรือสถานประกอบการใดที่นักศึกษาไปแล้วได้รับประโยชน์
  3. การที่หน่วยงานมอบหมายงานให้นักศึกษาได้ปฏิบัติ ทั้งงาน และโครงการ ก็มาจากความเข้าใจของสถานประกอบการด้วย เพราะถ้าสถานประกอบการเข้าใจวัตถุประสงค์แล้วการมอบหมายงานหรือโครงงานก็จะเป็นประโยชน์

รายละเอียดเพิ่มเติม

KM 2560 ด้าน WIL

ด้าน WIL

ประเด็น  การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตเพื่อการการเรียนรู้และบูรณาการการเรียนกับการปฏิบัติงาน

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน : ( ครั้งที่  1 )
วันที่  30  เดือน  มิถุนายน  พ.ศ.  2560  เวลา 13.30 น.  ณ ห้องประชุมคณะบริหารและการจัดการ
ลำดับที่ อาจารย์ ประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1 อาจารย์ ดร.กฤษณะ  ดาราเรือง การระดมความร่วมมือจากภาครัฐภาคเอกชนองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการ
2 อาจารย์วิรัช  กาฬภักดี การพัฒนาทุนมนุษย์สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ลอดชีวิตอย่างยั้งยืน
3 อาจารย์วันเกษม  สุขะพิบูลย์ การส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกันของนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษากับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
4 อาจารย์มัจรี  สุพรรณ การอบรมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความเชื่อมันและการสร้างสรรค์ไอเดียสำหรับนักศึกษา Gen Y” โดยทีมวิทยากรจากกลุ่ม YE นครสวรรค์
5 อาจารย์อัจจิมา  สมบัติปัน การเรียนรู้วิธีการ กระบวนการ การผลิตสินค้า ตั้งแต่การจัดหาสัตถุดิบ การคิดค่าแรงงาน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการผลิต โดยออกศึกษาข้อมูลจากวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์
6 อาจารย์สรพงษ์  ศรีเดช การส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการปฏิบัติงาน
7 อาจารย์เรวดี  วงษ์วัฒนะ การที่นักศึกษามีสถานประกอบการรองรับสำหรับการออกปฏิบัติงานสหกิจศึกษา

 

สรุปประเด็น

  1. นอกจากการจัดกาเรียนการสอนที่มุ่นเน้นสหกิจหรือ Wil แล้ว การจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงการวิเคราะห์สถานประกอบการที่นักศึกษาจะออกปฏิบัติงานก็สำคัญ เพราะถ้าออกไปแล้วนักศึกษาต้องได้รับประสบการณ์ที่แท้จริง
  2. ข้อมูลหน่วยงานหรือสถานประกอบการก็สำคัญอย่างน้อยก็จะเป็นพื้นฐานข้อมูลให้หลักสูตรทราบได้ว่าหน่วยงานหรือสถานประกอบการใดที่นักศึกษาไปแล้วได้รับประโยชน์

การที่หน่วยงานมอบหมายงานให้นักศึกษาได้ปฏิบัติ ทั้งงาน และโครงการ ก็มาจากความเข้าใจของสถานประกอบการด้วย เพราะถ้าสถานประกอบการเข้าใจวัตถุประสงค์แล้วการมอบหมายงานหรือโครงงานก็จะเป็นประโยชน์

รายละเอียดเพิ่มเติม

KM 2560 ด้าน การวิจัย

ด้าน การวิจัย

ประเด็น  การผลิตผลงานทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์และเผยแพร่ในเวทีระดับชาติ

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน : ( ครั้งที่  1 )
วันที่  30  เดือน  มิถุนายน  พ.ศ.  2560  เวลา 13.30 น.  ณ ห้องประชุมคณะบริหารและการจัดการ
ลำดับที่ อาจารย์ ประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้
1 อาจารย์ ดร.กฤษณะ  ดาราเรือง ก่อนเริ่มต้นลงมือเขียนงานวิจัยให้ศึกษาคำแนะนำในการจัดทำวิจัยอย่างละเอียด และรอบคอบโดยเฉพาะรูปแบบการจัดพิมพ์ การเขียนหัวข้อต่างๆ การเขียนเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม และจำนวน หน้าที่กำหนด และดำเนินการจัดเตรียมต้นฉบับตามรูปแบบของงานวิจัย
2 อาจารย์วิรัช  กาฬภักดี เมื่อเขียนบทความวิจัยแล้วเสร็จ ผู้ผลิตจะต้องอ่านด้วยตนเองซ้ำอีก หลาย ๆ รอบ พยายามเขียนให้ชัดเจน ใช้คำกระชับ ไม่ฟุ่มเฟือย สื่อความหมายชัดเจน
3 อาจารย์วันเกษม  สุขะพิบูลย์ การปรับแก้ไขบทความวิจัยบางครั้งต้องแก้ไขหลายรอบ ซึ่งผู้ผลิตผลงาน จะต้องใช้ความอดทน เพราะกระบวนการปรับแก้ไขก็เหมือนกับการพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้ผลิต ผลงานด้วยเช่นกัน
4 อาจารย์มัจรี  สุพรรณ เนื้อหาความรู้สำหรับนำมาเขียนต้องเป็นเรื่องที่มีสาระ ไม่ใช่เรื่องแต่งสมมติขึ้นเนื้อหาสำหรับนำมาเขียนบทความอาจได้มาจากหลายๆ วิธีรวมกัน
5 อาจารย์อัจจิมา  สมบัติปัน ติดตามการบริหารงานวิจัยให้เป็นไปตาม นโยบายการวิจัยและแผนพันธกิจด้านการวิจัยระดับชาติ
6 อาจารย์สรพงษ์  ศรีเดช เมื่อได้หัวข้อการทำงานวิจัยแล้ว ต้องมีการรวบรวมข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ งานวิจัยทางด้านนี้ได้ทำการศึกษาเรื่องใดไปบ้าง และสามารถนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน รวมทั้งไว้อ้างอิงได้ เช่น ทางด้านคณิตศาสตร์ก็จะมี ทฤษฎีบท บทตั้ง และ ทฤษฎีบทประกอบ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงแล้ว สามารถนำมาอ้างอิงหรือนำมาเป็นฐานความรู้ต่อไปได้
7 อาจารย์เรวดี  วงษ์วัฒนะ ข้อมูลดิบเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นฐานรากของโครงการวิจัยที่มีคุณภาพ

รายละเอียดเพิ่มเติม

การดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ KM

 แบบบันทึกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : การดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)

สาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2559

(ระหว่างเดือน สิงหาคม 2559 – พฤษภาคม 2560)

เรียน คณะกรรมการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา

หน่วยงานหลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบริหารและการจัดการ มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา ได้ดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) ประจำปี 2559 สรุปดังนี้

บุคลากร ประเด็นความรู้ เป้าหมายของการจัดการความรู้ การแบ่งปันและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้               แนวปฏิบัติที่ดี             การเผยแพร่
1.   อาจารย์อัจจิมา สมบัติปัน

2.   อาจารย์สุธี  ตาณวาณิชกุล

3.   อาจารย์จันทร์เพ็ญดวงแก้ว

4.   อาจารย์ปานทิพย์ แสนสง

5.   อาจารย์ณัฐพร    สิลาโส

6.   อาจารย์สรพงษ์  ศรีเดช

7.   อาจารย์สุพจน์ วงศ์ดี

8.   อาจารย์กิตติยา จรัสวงศ์ขจร

9.   อาจารย์ชุลีพร  แสงทัย

10.     อาจารย์ฐิติพร ยะแก้ว

การศึกษาในศตวรรษที่ 21

และเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่ AEC

เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 และเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่ AEC ครั้งที่ 1 วันที่ 19 ส.ค. 2559

ครั้งที่ 2 วันที่ 23 ก.ย. 2559

ครั้งที่ 3 วันที่ 28 ต.ค. 2559

ครั้งที่ 4 วันที่ 11 พ.ย. 2559

ครั้งที่ 5 วันที่ 9 ธ.ค. 2559

ครั้งที่ 6 วันที่ 20 ม.ค. 2560

ครั้งที่ 7 วันที่ 17 ก.พ. 2560ครั้งที่ 8 วันที่ 24 มี.ค. 2560

ครั้งที่ 9 วันที่ 7 เม.ย. 2560

ครั้งที่ 10 วันที่ 26 พ.ค. 2560

ออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักศึกษาแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเอง โดยสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตและเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่ AEC เผยแพร่ที่

WWW.cpu.ac.th

: KM เรื่องน่ารู้ทั่วไป

 ผลสัมฤทธิ์จากการนำแนวปฏิบัติที่ดีมาปรับใช้กับการปฏิบัติงาน

การเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21และเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าสู่ AEC ในรูปแบบโครงการกิจกรรม อาทิโครงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 โครงการบริการวิชาการ โครงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 โครงการสัมมนาทางด้านบัญชี โครงการคนบัญชีเรียนรู้นอกห้องเรียน โครงการพัฒนาตนพัฒนาคนบัญชี

โครงการสอบประมวลความรอบรู้นักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีชั้นปีที่ 4 กิจกรรมการพัฒนาทักษะทางความรู้ และทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กิจกรรมสอบวัดทักษะทางภาษาอังกฤ

 

ผลที่ได้พบว่า นักศึกษาที่ไปปฏิบัติงานสหกิจศึกษาได้ทำงานทันทีที่เมื่อสำเร็จการศึกษา โดยสถานประกอบการที่นักศึกษาไปปฏิบัติสหกิจศึกษาเป็นผู้รับนักศึกษาเข้าทำงาน จำนวน 15 คน จากจำนวนนักศึกษาที่ออกสหกิจ 40 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 คน

 

 

(อัจจิมา  สมบัติปัน)

ประธานหลักสูตรบัญชีบัณฑิต

 

 

 

 

 ประมวลภาพ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : การดำเนินงานด้านการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินงานด้านการจัดความรู้ KM การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินงานด้านการจัดความรู้ KM

 

 

 

บัญชีควรเตรียมตัวอย่างไร เมื่อเข้าสู่ AEC

บัญชีควรเตรียมตัวอย่างไร เมื่อต้องเข้าสู่ AEC

นักบัญชีเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมอีกอาชีพหนึ่ง เหตุผลที่ทำให้คนส่วนหนึ่งเลือกอาชีพนี้ คือ ความมั่นคงในการทำงาน และผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการทำงาน นักบัญชีส่วนใหญ่เรียนจบมาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ในสาขาการตลาด การบัญชี หรือการเงิน และเป็นที่รับรู้กันว่า ลักษณะของงานบัญชีจะเกี่ยวข้องกับการจัดการตัวเลข ผลกำไร รายรับรายจ่ายเป็นหลัก ผู้ที่จะทำงานด้านนี้ได้ ต้องมีความรู้ความสามารถมาเป็นอย่างดี

งานบัญชีมีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจแทบทุกขั้นตอน และจะมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมีการเปิดสมาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เนื่องจากอาชีพนักบัญชีเป็นอาชีพอิสระ โดยผู้ที่ประกอบอาชีพนี้จะเคลื่อนย้ายไปทำงานที่ใดก็ได้ในประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์บางอย่างที่ได้ตกลงกันไว้ เช่น ต้องผ่านการทดสอบของประเทศนั้น ๆ ก่อน จึงจะสามารถเข้าไปทำงานได้ และต้องมั่นใจว่าตนเองมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อเป็นนักบัญชีคุณภาพของอาเซียน

ทักษะด้านภาษาอังกฤษ

เป็นที่ทราบกันดีว่า หากคุณพูดภาษาใดไม่ได้เลย คุณควรพูดภาษาอังกฤษให้ได้ เพราะภาษานี้เป็นสิ่งจำเป็นในการติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกิจ หากคุณสามารถพูดภาษาที่ 3 ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มอาเซียนได้ จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากยิ่งขึ้น ผู้ที่ต้องการทำงาน หรือเรียนในด้านนี้ ควรมีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การทำงานบัญชีในอาเซียนคงจะมีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย และอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งขันคนอื่น ๆ ในหลายประเทศที่ต้องการตำแหน่งงานบัญชีเหมือนกับคุณ

ความรู้ความสามารถด้านบัญชี

นักบัญชีจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถในงานของตนเองอย่างเต็มที่ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถเป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อม ๆ กัน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็อาจจะนำมาซึ่งอุปสรรคในการทำงานของนักบัญชีได้ ดังนั้น ก่อนที่การเปิด AEC จะมาถึง นักบัญชีต้องหมั่นเพิ่มพูนความรู้ให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การจัดการเอกสารการบัญชี การเงิน การบันทึกรายรับรายจ่าย ภาษีอากร เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในงานที่ตนเองต้องทำเป็นอย่างดี เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจใน AEC แทบทั้งสิ้น

 

มีความเข้าใจด้านการทำธุรกิจ

การมีความรู้เกี่ยวกับการทำงานบัญชีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นักบัญชีต้องมีความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจบ้าง โดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีในทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง หรือกำลังดำเนินการอยู่ การให้ความใส่ใจในเรื่องเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดเข้าใจในงานได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้คนทำงานเข้าใจความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย การเพิ่มความรู้สามารถทำได้โดยการติดตามข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์ ไปพร้อม ๆ กับการสังเกตความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นใน AEC

สนใจความรู้ด้านอื่น

นักบัญชีควรมีความรู้ในศาสตร์อื่น ๆ ที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานบัญชีโดยตรง แต่ถ้าหากรู้แล้วจะทำให้เกิดประโยชน์ในการทำงานมากขึ้น เช่น การเงินการลงทุน การบริหารจัดการ การวางแผนทางการตลาด การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ หากนักบัญชีมีความรู้เหล่านี้เพิ่มเติม ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เป็นคนทำงานที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และทำให้เป็นที่ต้องการตัวของนายจ้างทั้งในและต่างประเทศ ความรู้ความสามารถทัดเทียมกับนักบัญชีชาติอื่น

การที่นักบัญชียังคงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยม และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีการเปิด AEC เพราะอาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจอย่างแยกไม่ออก นักธุรกิจที่ต้องการขยายการลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียน ก็มักจะมองหานักบัญชีฝีมือดี และไว้ใจได้ติดตามไปทำธุรกิจด้วยทุกครั้ง

 

การศึกษาในทศวรรษที่ 21

 

การศึกษาในศตวรรษที่ 21

ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมีความแตกต่างจากศตวรรษที่ 20 และ 19 ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยภาคส่วนที่เกิดจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น

บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษา

ของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21

หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลและเห็นความจำเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิต

ในโลกแห่งศตวรรษที่ 21      ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 จึงได้พัฒนาวิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ขึ้น สามารถสรุปทักษะสำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R  และ 4Cซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้

  • 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ
  • 4 C (Critical Thinking – การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่

        แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คืออย่างไร และคุณลักษณะที่เด็กและเยาวชนพึงมีในโลกยุคใหม่คืออย่างไร

นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาอีกท่านหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องการปฎิรูปการเรียนรู้ดังกล่าวให้กว้างขวางขึ้น คือเซอร์เคน โรบินสัน นักการศึกษาระดับโลก โดยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการจัดการศึกษาระบบโรงงาน มาเป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดอย่างสร้างสรรค์และเข้ากับบริบทของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไป  ชมแอนิเมชั่นด้านบน การเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21  (Changing Education Paradigms)โดย เซอร์เคน โรบินสัน 

กรอบแนวคิดข้างต้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตใหม่ในประเทศไทยและท่านที่ริเริ่มและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันได้แก่ ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช

ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21  ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องสำคัญของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้

สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย
ภาษาแม่ และภาษาสำคัญของโลก
ศิลปะ
คณิตศาสตร์
การปกครองและหน้าที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์
โดยวิชาแกนหลักนี้จะนำมาสู่การกำหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้

ในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจ

ในเนื้อหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปในทุกวิชาแกนหลัก ดังนี้
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness)
ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)
ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy)
ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)
ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Literacy)

ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่
ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา
การสื่อสารและการร่วมมือ

 ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยีมากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ดังนี้
ความรู้ด้านสารสนเทศ
ความรู้เกี่ยวกับสื่อ
ความรู้ด้านเทคโนโลยี

           ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดำรงชีวิตและทำงานในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญดังต่อไปนี้
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง
ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม
การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability)
ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Responsibility)

             ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 7C
3R คือ Reading (อ่านออก), (W) Ratting (เขียนได้), และ (A) Rithemetics (คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)

แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และกรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21  การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยจะอ้างถึงรูปแบบ (Model) ที่พัฒนามาจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership For 21st Century Skills) (www.p21.org ) ที่มีชื่อย่อว่า เครือข่าย P21  ซึ่งได้พัฒนากรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน ความชำนาญการและความรู้เท่าทันด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อความสำเร็จของผู้เรียนทั้งด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต

ภาพ กรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21st Century Learning Framework) (http://www.qlf.or.th/)

กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สำหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21st Century Outcomes and Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมในหลากหลายด้าน รวมทั้ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่มาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและการเยนการสอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวข้าม “สาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century Skills) ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และอำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning) ของนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำหน้าที่ของครูแต่ละคนนั่นเอง

แก้ไข

                        

ปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

องค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นเพื่อในการเรียนรู้ของนักเรียนทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ มาตรฐานศตวรรษที่ 21 การประเมินผลหลักสูตรการเรียนการสอนการพัฒนาอาชีพและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จะต้องสอดคล้องกับระบบสนับสนุนการผลิตที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนในปัจจุบัน

มาตรฐานศตวรรษที่ 21

–  มุ่งเน้นทักษะในศตวรรษที่ 21 นักเรียนมีความรู้ในเนื้อหาและความเชี่ยวชาญ

–  สร้างความเข้าใจระหว่างวิชาหลัก เช่นเดียวกับรูปแบบสหวิทยาการศตวรรษที่ 21

–  เน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากกว่าความรู้แบบผิวเผิน

–  การของมีส่วนร่วมของนักเรียนกับ ข้อมูลและ เครื่องมือในโลกแห่งความเป็นจริงและพวกเขาจะพบผู้เชียวชาญในวิทยาลัยหรือในที่ทำงานและ ชีวิตนักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อทำงานอย่างแข็งขัน การแก้ปัญหาที่มีความหมาย

–  การมีมาตรการหลายๆรูปแบบของการเรียนรู้

การประเมินด้านทักษะในศตวรรษที่ 21

–  รองรับความสมดุลของการประเมินรวมทั้งมีคุณภาพสูง การทดสอบมาตรฐานที่มีคุณภาพสูงพร้อมกับการประเมินผลในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพ

–  เน้นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของนักเรียนที่ถูกฝังลงในการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน

–  การประเมินการใช้เทคโนโลยีให้มีความสมดุล ความชำนาญนักเรียนซึ่งเป็นการวัดทักษะในศตวรรษที่ 21

–  ช่วยให้การพัฒนาคุณภาพนักเรียนนักศึกษาที่แสดงให้เห็นการเรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อการศึกษาและการทำงานในอนาคต

–  ช่วยให้มาตรการการประเมินประสิทธิภาพระบบการศึกษาในระดับที่สูงประเมินถึงสมรรถนะของนักเรียนด้านทักษะในศตวรรษที่ 21

หลักสูตร และการสอนในศตวรรษที่ 21

–  สอนทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งแยกกัน ในบริบทของวิชาหลักและ รูปแบบสหวิทยาการในศตวรรษที่  21

–  มุ่งเน้นไปที่การให้โอกาสสำหรับการใช้ทักษะในศตวรรษที่ 21 ในเนื้อหาและวิธีการตามความสามารถในการเรียนรู้

–  ช่วยให้วิธีการเรียนรู้นวัตกรรมที่บูรณาการการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนแนวทางเพิ่มเติมในการใช้ปัญหาเป็นฐาน  และทักษะการคิดขั้นสูง

–  สนับสนุนให้รวมทรัพยากรของชุมชน ภูมิปัญญาชาวบ้าน แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

 

 

การพัฒนามืออาชีพในศตวรรษที่ 21

–  ครูมีแนวทางการสอนมีความสามารถสำหรับการบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 เครื่องมือและกลยุทธ์การเรียนการสอนไปสู่การปฏิบัติในชั้นเรียนของพวกเขา

–  การเรียนการสอนมที่มุ่งเน้นการทำโครงงาน

–  แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องจริงสามารถเพิ่มการแก้ปัญหาการคิดเชิงวิพากษ์และอื่น ๆ ทักษะในศตวรรษที่ 21

–  ช่วยให้มืออาชีพในชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับครูที่ 21 ว่ารูปแบบชนิดของการเรียนรู้ในห้องเรียนที่ดีที่สุดส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียน

–  การพัฒนา ความสามารถในการระบุตัวตนของนักเรียนโดยครูมีรูปแบบการเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียน

–  ช่วยให้ครูพัฒนาความสามารถในการใช้กลยุทธ์ต่างๆ (เช่นการประเมินผลการเรียนการสอน) ถึงนักเรียนที่มีความหลากหลายและสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความแตกต่างการเรียนการสอนและการเรียนรู้

–  รองรับการประเมินผลอย่างต่อเนื่องของการพัฒนาทักษะของนักเรียนศตวรรษที่ 21

–  ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชุมชนของผู้ปฏิบัติงานโดยการหันหน้าเข้าหากันการสื่อสารเสมือนและผสม

–  ใช้รูปแบบความเป็นอันหนึ่งหันเดียวกันและความยั่งยืนของการพัฒนาวิชาชีพ

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

–  สร้างการเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่สนับสนุนความต้องการของมนุษย์และสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่จะสนับสนุนการเรียนการสอนและการเรียนรู้ด้วยทักษะในศตวรรษที่ 21

–  สนับสนุนการเรียนรู้ชุมชนมืออาชีพที่ช่วยให้การศึกษาเพื่อการทำงานร่วมกันแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีและบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการปฏิบัติในชั้นเรียน

–  ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ในงานที่เกี่ยวข้องในโลกศตวรรษที่ 21 แวดล้อมจริง (เช่น ปฏิบัติจริงหรือผ่านการทำงานที่ใช้ตามโครงการหรืออื่น ๆ )

–  เรียนรู้การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีและทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ  รู้จักการทำงานสำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่มทีมและรายบุคคล

–  สนับสนุนการติดต่อกับชุมชนและการมีส่วนระหว่างต่างชาติในการเรียนรู้โดยตรงและออนไลน์

การเตรียมความพร้อมให้นักเรียนในศตวรรษที่ 21 อาศัยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการมีวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายที่ชัดเจน  ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้และทักษะเพื่อให้สามารถการใช้ชีวิต การทำงาน ดำรงชีพอยู่ได้กับภาวะเศรษฐกิจในสังคมโลกปัจจุบัน

แก้ไข ปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

องค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นเพื่อในการเรียนรู้ของนักเรียนทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ มาตรฐานศตวรรษที่ 21 การประเมินผลหลักสูตรการเรียนการสอนการพัฒนาอาชีพและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้จะต้องสอดคล้องกับระบบสนับสนุนการผลิตที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนในปัจจุบัน

มาตรฐานศตวรรษที่ 21

–  มุ่งเน้นทักษะในศตวรรษที่ 21 นักเรียนมีความรู้ในเนื้อหาและความเชี่ยวชาญ

–  สร้างความเข้าใจระหว่างวิชาหลัก เช่นเดียวกับรูปแบบสหวิทยาการศตวรรษที่ 21

–  เน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากกว่าความรู้แบบผิวเผิน

–  การของมีส่วนร่วมของนักเรียนกับ ข้อมูลและ เครื่องมือในโลกแห่งความเป็นจริงและพวกเขาจะพบผู้

เชียวชาญในวิทยาลัยหรือในที่ทำงานและ ชีวิตนักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อทำงานอย่างแข็งขัน การแก้ปัญหาที่มีความหมาย

–  การมีมาตรการหลายๆรูปแบบของการเรียนรู้

การประเมินด้านทักษะในศตวรรษที่ 21

–  รองรับความสมดุลของการประเมินรวมทั้งมีคุณภาพสูง การทดสอบมาตรฐานที่มีคุณภาพสูงพร้อมกับการประเมินผลในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพ

–  เน้นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของนักเรียนที่ถูกฝังลงในการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน

–  การประเมินการใช้เทคโนโลยีให้มีความสมดุล ความชำนาญนักเรียนซึ่งเป็นการวัดทักษะในศตวรรษที่ 21

–  ช่วยให้การพัฒนาคุณภาพนักเรียนนักศึกษาที่แสดงให้เห็นการเรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อการศึกษาและการทำงานในอนาคต

–  ช่วยให้มาตรการการประเมินประสิทธิภาพระบบการศึกษาในระดับที่สูงประเมินถึงสมรรถนะของนักเรียนด้านทักษะในศตวรรษที่ 21

หลักสูตร และการสอนในศตวรรษที่ 21

–  สอนทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งแยกกัน ในบริบทของวิชาหลักและ รูปแบบสหวิทยาการในศตวรรษที่  21

–  มุ่งเน้นไปที่การให้โอกาสสำหรับการใช้ทักษะในศตวรรษที่ 21 ในเนื้อหาและวิธีการตามความสามารถในการเรียนรู้

–  ช่วยให้วิธีการเรียนรู้นวัตกรรมที่บูรณาการการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนแนวทางเพิ่มเติมในการใช้ปัญหาเป็นฐาน  และทักษะการคิดขั้นสูง

–  สนับสนุนให้รวมทรัพยากรของชุมชน ภูมิปัญญาชาวบ้าน แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

การพัฒนามืออาชีพในศตวรรษที่ 21

–  ครูมีแนวทางการสอนมีความสามารถสำหรับการบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 เครื่องมือและกลยุทธ์การเรียนการสอนไปสู่การปฏิบัติในชั้นเรียนของพวกเขา

–  การเรียนการสอนมที่มุ่งเน้นการทำโครงงาน

–  แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องจริงสามารถเพิ่มการแก้ปัญหาการคิดเชิงวิพากษ์และอื่น ๆ ทักษะในศตวรรษที่ 21

–  ช่วยให้มืออาชีพในชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับครูที่ 21 ว่ารูปแบบชนิดของการเรียนรู้ในห้องเรียนที่ดีที่สุดส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียน

–  การพัฒนา ความสามารถในการระบุตัวตนของนักเรียนโดยครูมีรูปแบบการเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียน

–  ช่วยให้ครูพัฒนาความสามารถในการใช้กลยุทธ์ต่างๆ (เช่นการประเมินผลการเรียนการสอน) ถึงนักเรียนที่มีความหลากหลายและสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความแตกต่างการเรียนการสอนและการเรียนรู้

–  รองรับการประเมินผลอย่างต่อเนื่องของการพัฒนาทักษะของนักเรียนศตวรรษที่ 21

–  ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชุมชนของผู้ปฏิบัติงานโดยการหันหน้าเข้าหากันการสื่อสารเสมือนและผสม

–  ใช้รูปแบบความเป็นอันหนึ่งหันเดียวกันและความยั่งยืนของการพัฒนาวิชาชีพ

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

–  สร้างการเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่สนับสนุนความต้องการของมนุษย์และสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่จะสนับสนุนการเรียนการสอนและการเรียนรู้ด้วยทักษะในศตวรรษที่ 21

–  สนับสนุนการเรียนรู้ชุมชนมืออาชีพที่ช่วยให้การศึกษาเพื่อการทำงานร่วมกันแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีและบูรณาการทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการปฏิบัติในชั้นเรียน

–  ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ในงานที่เกี่ยวข้องในโลกศตวรรษที่ 21 แวดล้อมจริง (เช่น ปฏิบัติจริงหรือผ่านการทำงานที่ใช้ตามโครงการหรืออื่น ๆ )

–  เรียนรู้การใช้เครื่องมือเทคโนโลยีและทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ  รู้จักการทำงานสำหรับการเรียนรู้เป็นกลุ่มทีมและรายบุคคล

–  สนับสนุนการติดต่อกับชุมชนและการมีส่วนระหว่างต่างชาติในการเรียนรู้โดยตรงและออนไลน์

การเตรียมความพร้อมให้นักเรียนในศตวรรษที่ 21 อาศัยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการมีวิสัยทัศน์ พันธกิจและเป้าหมายที่ชัดเจน  ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้และทักษะเพื่อให้สามารถการใช้ชีวิต การทำงาน ดำรงชีพอยู่ได้กับภาวะเศรษฐกิจในสังคมโลกปัจจุบัน

ขอขอบคุณขัอมูลจาก  www.route21.org.com

 

การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 จะมีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ท้าทาย และซับซ้อน เป็นการศึกษาที่จะทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเต็มไปด้วยสิ่งท้าทาย และปัญหา  รวมทั้งโอกาสและสิ่งที่เป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น  โรงเรียนในศตวรรษที่ 21 จะเป็นโรงเรียนที่มีหลักสูตรแบบยึดโครงงานเป็นฐาน (project -based curriculum) เป็นหลักสูตรที่ให้นักเรียนเกี่ยวข้องกับปัญหาในโลกที่เป็นจริง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ และคำถามเกี่ยวกับอนาคตเชิงวัฒนธรรม สังคม และสากล

ภาพของโรงเรียนจะเปลี่ยนจากการเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นภาพของการเป็นศูนย์รวมประสาท (nerve centers) ที่ไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะเชื่อมโยงครู นักเรียนและชุมชน เข้าสู่ขุมคลังแห่งความรู้ทั่วโลก ครูเองจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถเปลี่ยนสารสนเทศเป็นความรู้ และนำความรู้เป็นเครื่องมือสู่การปฏิบัติและให้เป็นประโยชน์ เป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ และต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการสืบค้น (create a culture of inquiry)

ในศตวรรษที่ 21 การให้การศึกษาตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom´s Taxonomy of Learning) จะเปลี่ยนไป เน้นทักษะการเรียนรู้ขั้นที่สูงขึ้น (higher order learning skills) โดยเฉพาะทักษะการประเมินค่า (evaluating skills) จะถูกแทนที่โดยทักษะการนำเอาความรู้ใหม่ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ (ability to use new knowledge in a creative way)  ในอดีตที่ผ่านมา นักเรียนไปโรงเรียนเพื่อใช้เวลาในการเรียนรายวิชาต่างๆ เพื่อรับเกรด และเพื่อให้จบการศึกษา แต่ในปัจจุบันจะพบปรากฏการณ์ใหม่ที่แตกต่างไป เช่น การเรียนการสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้เตรียมตัวเพื่อใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริง (life in the real world) เน้นการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning) ด้วยวิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น (flexible in how we teach) มีการกระตุ้นและจูงใจให้ผู้เรียนมีความเป็นคนเจ้าความคิดเจ้าปัญญา (resourceful) ที่ยังคงแสวงหาการเรียนรู้แม้จะจบการศึกษาออกไป

ลักษณะของหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 จะเป็นหลักสูตรที่เน้นคุณลักษณะเชิงวิพากษ์ (critical attributes) เชิงสหวิทยาการ (interdisciplinary) ยึดโครงงานเป็นฐาน (project-based) และขับเคลื่อนด้วยการวิจัย (research-driven) เชื่อมโยงท้องถิ่นชุมชนเข้ากับภาค ประเทศ และโลก ในบางโอกาสนักเรียนสามารถร่วมมือ (collaboration) กับโครงงานต่าง ๆได้ทั่วโลก เป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง พหุปัญญา เทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ความรู้พื้นฐานเชิงพหุสำหรับศตวรรษที่ 21 และการประเมินผลตามสภาพจริง รวมทั้งการเรียนรู้จากการให้บริการ (service) ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

ภาพของห้องเรียน จะขยายกลายเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น (greater community) นักเรียนมีคุณลักษณะเป็นผู้ชี้นำตนเองได้  (self-directed) มีการทำงานทั้งอย่างเป็นอิสระและอย่างร่วมมือกันคนอื่น หลักสูตรและการสอนจะมีลักษณะท้าทายสำหรับนักเรียนทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หลักสูตรจะไม่เน้นการยึดตำราเป็นตัวขับเคลื่อน (textbook-driven) หรือแบบแยกส่วน (fragmented) เช่นในอดีต แต่จะเป็นหลักสูตรแบบยึดโครงงานและการบูรณาการ การสอนทักษะและเนื้อหาจะไม่เป็นจุดหมายปลายทาง (as an end) เช่นที่เคยเป็นมา แต่นักเรียนจะต้องมีการเรียนรู้ผ่านการวิจัยและการปฏิบัติในโครงงาน การเรียนรู้จากตำราจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความรู้ (knowledge) จะไม่หมายถึงการจดจำข้อเท็จจริงหรือตัวเลข แต่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและการปฏิบัติโดยเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เก่าที่มีอยู่ ทักษะและเนื้อหาที่ได้รับจะเกี่ยวข้องและมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติในโครงงาน จะไม่จบลงตรงที่การได้รับทักษะและเนื้อหาแล้วเท่านั้น การประเมินผลจะเปลี่ยนจากการประเมินความจำและความไม่เกี่ยวโยงกับความเข้าใจต่อการนำไปปฏิบัติได้จริง ไปเป็นการประเมินที่ผู้ถูกประเมินมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองด้วย (self-assessment)  ทักษะที่คาดหวังสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เรียนรู้ผ่านหลักสูตรที่เป็นสหวิทยาการ บูรณาการ ยึดโครงงานเป็นฐาน และอื่นๆ ดังกล่าวจะเน้นเรื่อง 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills)  2) ทักษะชีวิตและอาชีพ (life and career skills) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (information, media and technology skills) ที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ (collaboration) ในการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ในปัญหาที่ซับซ้อน การนำเสนอด้วยวาจาและด้วยการเขียน การใช้เทคโนโลยี ความเป็นพลเมืองดี การฝึกปฏิบัติอาชีพ การวิจัย และการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

ดังนั้น การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะ (perspectives) จากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม (tradition paradigm) ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (new paradigm) ที่ให้โลกของนักเรียนและโลกความเป็นจริงเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้  เป็นการเรียนรู้ที่ไปไกลกว่าการได้รับความรู้แบบง่ายๆ ไปสู่การเน้นพัฒนาทักษะและทัศนคติ — ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะองค์การ ทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะและค่านิยมทางเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจตนเอง และความตระหนักในสภาพแวดล้อม  และเหนืออื่นใด คือ ความสามารถใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (the ability to handle knowledge effectively in order to use it creatively) ถือเป็นทักษะที่สำคัญจำเป็นสำหรับการเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการที่จะพัฒนาเรียนเพื่ออนาคต  ให้นักเรียนมีทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล เพื่อเผชิญกับอนาคตด้วยภาพในทางบวก (optimism) ที่มีทั้งความสำเร็จและมีความสุข